ความไม่เท่าเทียมระหว่างวัยมักมีสาเหตุจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมและทางการเมือง Judith Gonyea จากมหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University) [https://www.bu.edu/articles/2024/the-ingredients-of-unequal-aging/] ได้กล่าวไว้และแนะนำว่าควรมีการแก้ไขหรือบรรเทาทั้งด้าน รายได้ (Income) ที่อยู่อาศัย (Housing) และ สุขอนามัย (Health)
-รายได้: เป็นการยากที่ผู้สูงวัยที่ยากจนและพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากความยากจน จึงต้องมีการวางแผนการออมเงินแต่เนิ่น ๆหรือได้รับการช่วยเหลือจากภายนอก เช่น รายได้จากเงินประกันสังคม
-ที่อยู่อาศัย: ในปัจจุบันราคาบ้านและค่าเช่าบ้านสูงมาก จนเป็นปัญหากับผู้สูงวัย และกำลังขยายตัวเป็นปัญหาใหญ่ในเมืองใหญ่หลายแห่ง ดังจะเห็นได้จากจำนวนผู้ที่อาศัยอยู่ตามท้องถนน (Homeless) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
-สุขอนามัย: แผนรักษาพยาบาล (Medicare) เป็นแผนการที่ดีมาก แต่ก็เป็นภาระที่หนักมากของภาครัฐ ทำให้บริการของแผนรักษาพยาบาลมักจะไม่สมบูรณ์และมีข้อบกพร่อง
OECD ทำการศึกษา Preventing Ageing Unequally [OECD (2017), Preventing Ageing Unequally, OECD Publishing, Paris. http://dx.doi.org/10.1787/9789264279087-en] เมื่อปี 2017 มีคำแนะนำในการลดความแตกต่าง ดังนี้
-ส่งเสริมสุขอนามัย ด้วยการให้ความรู้ อุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านสุขอนามัย
-ลดผลกระทบจากการว่างงาน ส่งเสริมการจ้างงานระยะยาว ให้ความช่วยเหลือในช่วงหางาน
-ส่งเสริมให้มีการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะการทำงาน สนับสนุนการศึกษาตลอดชีพ (life-long learning) เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางาน
-ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงคุณภาพการทำงาน เพื่อลดปัญหาด้านสุขภาพของพนักงานระหว่างการทำงาน
-สนับสนุนการจ้างงานพนักงานที่มีอายุการทำงานยาวนาน ด้วยการลดเงื่อนไขในการทำงาน และปรับปรุงผลประโยชน์ให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง
พนักงานเองก็ควรต้องเตรียมตัวใช้ชีวิตหลังการทำงาน พยายามลดผลกระทบทั้งทางสังคมและทางเศรษฐกิจหลังการทำงาน ด้วยการวางแผนและบริหารเงินบำนาญให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงการใช้ชีวิต ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย สังคมรอบตัว การเดินทาง