ในการประชุมสัมนา International Experiences on Good Governance and Fighting Corruption เมื่อวันที่ February 17, 2000 ที่ Pimarnmek Room, 3rd Floor, The Grand Hotel Bangkok, [https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2013/04/ali.pdf]
Mr. Muhammed Ali รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ Corrupt Practices Investigation Bureau (CPIB) ของ Singapore ยังได้นำเสนอปัจจัยต่างๆที่ทำให้สิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นของสิงคโปร์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยแบ่งปัจจัยทั้งหมดเป็นกลุ่มๆ ดังนี้
1.ปัจจัยด้านกฎหมาย(Legislative and Administrative Measures)
2.ให้ความรู้และข้อแนะนำ(Preventive Guidelines and Education)
3.มาตรการที่มีประสิทธิภาพ(Enforcement Actions)
4.บทบาทสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก(Role of External Agencies)
ก่อนอื่น มาดูกันว่าสิงคโปร์ประสบปัญหาอะไรมาบ้าง ก่อนจะมาถึงจุดนี้ จากการค้นหาบนเวปไซท์ พบว่ามีการนำเสนอประสบการณ์ในสิงคโปร์ โดย Mr. Muhammed Ali รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ Corrupt Practices Investigation Bureau ของ Singapore ได้นำเสนอประเด็นปัญหาที่สิงคโปร์เคยประสบมาไว้อย่างน่าสนใจมาก ในการประชุมสัมนา
International Experiences on Good Governance and Fighting Corruption เมื่อวันที่ February 17, 2000 ที่ Pimarnmek Room, 3rd Floor, The Grand Hotel Bangkok, [https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2013/04/ali.pdf] ซึ่งสรุปใจความสำคัญได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้:
ที่มา: The Effects of Schooling on Wealth Accumulation Approaching Retirement, Bingley, Paul; Martinello, Alessandro, LUND University, 2017
การศึกษาของ World Bank ซึ่งรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 จาก 139 ประเทศ พบว่า อัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนส่วนบุคคลเป็น 9% ต่อการศึกษาที่มากขึ้นทุก 1 ปี และอัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนที่มีต่อสังคมเป็น 10% ต่อการศึกษาระดับมัธยมปลายและอุดมศึกษาที่มากขึ้นทุก 1 ปี [ที่มา: Returns to Investment in Education, George Psacharopoulos and Harry Antony Patrinos, World Bank Policy Research Working Paper 8402]
ระบบรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแต่ผู้เดียว(The Single-Payer or the National Health Insurance Model) เป็นรูปแบบการบริหารจัดการโดยเอกชน รัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ประเทศที่บริหารจัดการแบบนี้คือ นอเวย์ สวีเดน เดนมาร์ก และฟินแลนด์
ระบบจัดการโดยรัฐ (The Beveridge or Government Owned and Run Model)เป็นรูปแบบการบริหารจัดการโดยรัฐ รวมถึงการจัดหาแพทย์ พยาบาล ค่าใช้จ่ายต่างๆ ประชาชนที่ลงทะเบียนในระบบ Social security และมีการหักรายได้รายเดือน เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย ประเทศที่ใช้ระบบบริหารจัดการแบบนี้ คือ สหภาพอังกฤษ สเปน และโปรตุเกต
ระบบจัดการโดยเอกชน (The Bismarck or Privatized, but Regulated Model)เป็นระบบบริหารจัดการผ่านการซื้อประกันสุขภาพ อัตราเบี้ยประกันถูกควบคุมโดยรัฐ เบี้ยประกันจะถูกหักจากรายได้ประจำเดือน ผู้เอาประกันอาจต้องจ่ายเงินสมทบ (co-payment) สำหรับค่าบริการบางประเภท อีกทั้งรัฐอาจจ่ายเงินอุดหนุนบางส่วนให้กับผู้มีรายได้น้อย
ระบบที่จ่ายเงินเอง (The Out-of-Pocket Model)การบริหารรูปแบบนี้ ผู้เข้ารับบริการต้องจ่ายเงินให้กับผู้ให้บริการเอกชน โดยไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ ไม่มีการควบคุมอัตราเบี้ยประกันสุขภาพ
World Population Review นำเสนอข้อมูล 10 อันดับแรกของ Health Care Index การจัดลำดับของ CEOWORLD ปี 2024 ดังนี้ [https://worldpopulationreview.com/country-rankings/best-healthcare-in-the-world]
Health care index 2024
1.Taiwan 78.7
2.South Korea 77.7
3.Australia 74.1
4.Canada 71.3
5.Sweden 70.7
6.Ireland 68.0
7.Netherlands 65.4
8.Germany 64.7
9.Norway 64.6
10.Israel 61.7
ในรายงานเดียวกันนี้ Health Care Index สำหรับประเทศไทยอยู่ที่ลำดับ 33
เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการจัดอันดับโดยหน่วยงานหลายแห่ง มีทั้ง CEOWORLD NUMBEO WHO ซึ่งใช้ข้อมูลต่างกัน และมีการเปลี่ยนแปลงในลำดับของแต่ละประเทศค่อนข้างมาก ข้อมูลข้างต้นจึงอาจใช้เชิงเปรียบเทียบเท่านั้น
บทความ Privatizing health care is not the answer: lessons from the United States โดย Marcia Angell ตีพิมพ์ใน Canadian Medical Association Journal (CMAJ) [CMAJ. 2008 Oct 21;179(9):916–919. doi: 10.1503/cmaj.081177] เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายสำหรับระบบประกันสุขภาพของสหรัฐอเมริกากับคานาดา ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับระบบประกันสุขภาพในปี 2005 ในสหรัฐอเมริกาเท่ากับ US$6,697 โดยที่รัฐช่วยออกให้ US$4,048 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในคานาดาเป็น US$3,326 รัฐช่วยออกให้ US$2,322 ประชากรในประเทศคานาดาทุกคนรวมอยู่ในระบบประกันสุขภาพนี้ ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกามีประชากรราว 15% ไม่อยู่ในระบบประกันสุขภาพ ระบบประกันสุขภาพของสหรัฐอเมริกาดำเนินการโดยเอกชนและนักลงทุน การบริหารจัดการจึงเป็นลักษณะการบริหารสินค้า (commodity) ซึ่งมีเป้าหมายเป็นกำไร ไม่ใช่ลักษณะบริการสาธารณะ (social service) ขอบเขตของการรักษาพยาบาลขึ้นอยู่กับความสามารถที่ผู้เอาประกันจะจ่ายได้ ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการรักษาพยาบาล โดยทั่วไปผู้ที่มีความจำเป็นต้องการการรักษาพยาบาลมักจะเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถในการจ่าย จึงเป็นความขัดแย้งและทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพ โรงพยาบาลต่างๆในสหรัฐอเมริกาจึงมีการโฆษณาเพื่อรับผู้ป่วย (ลูกค้า) จำนวนมากที่มีความสามารถในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษา ตัวอย่างที่มักจะเกิดขึ้นคือ ผู้ป่วยที่รวยมักจะได้รับบริการ MRI ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น ในขณะที่ผู้ป่วยยากจนไม่ได้รับบริการ MRI ทั้งที่จำเป็น
Dietrich Bonhoeffer เป็นชาวเยอรมัน มีชีวิตอยู่ระหว่าง 4 February 1906 – 9 April 1945 เป็นคนหนึ่งในกลุ่มต่อต้านนาซี ถูก Gestapo จับในเดือน April 1943 ในข้อหามีส่วนร่วมในการวางแผนลอบสังหาร Adolf Hitler ในที่สุดถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเมื่อวันที่ 9 April 1945 ในค่ายกักกัน Flossenbürg concentration camp เพียงสองสัปดาห์ก่อนที่ค่ายนี้จะได้รับการปลดปล่อยโดยทหารอเมริกัน
CARLO M. CIPOLLA นำเสนอ THE BASIC LAWS OF HUMAN STUPIDITY เป็นข้อๆ 5 ข้อ ดังนี้