สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ได้นิยาม cognitive thinking ไว้เป็น “การรู้คิด” ดังข้างล่างนี้
การรู้คิด
เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า การรู้คิด คืออะไร จำเป็นกับชีวิตของเราหรือไม่ และเราจะเรียนรู้การรู้คิดได้อย่างไร คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ร่วมสมัยได้อธิบายคำ การเรียนรู้การรู้คิด (cognitive learning) ว่าหมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับกลไกทางสมอง อันประกอบด้วย การรับรู้ การคิด การเข้าใจ การใช้เหตุผล การตัดสินใจ การวางแผน การจำ จินตนาการ เป็นต้น การเรียนรู้การรู้คิดเป็นการเรียนรู้ที่ครอบคลุมการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการรู้คิด (learning about cognition or thinking) การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิด (learning through thinking) และการคิดเกี่ยวกับการคิดของตน (thinking about thinking) หรืออภิปัญญา (metacognition)
การเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการรู้คิดเป็นการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทางสมองของบุคคลในการคิดและเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เช่น การใช้เหตุผล การตัดสินใจ การแก้ปัญหา ซึ่งมักได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมทั้งจากภายนอกและภายในตัวบุคคล การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการใช้กระบวนการรู้คิดของผู้เรียน โดยนำความรู้เกี่ยวกับกระบวนการรู้คิดมาใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน และยังมีความรู้เกี่ยวกับทักษะการคิดอีกจำนวนมากที่ผู้สอนสามารถนำมาสอนและฝึกฝนผู้เรียน เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดเชิงมโนทัศน์ การคิดเชิงระบบ การคิดไตร่ตรอง ทั้งนี้ทักษะกระบวนการคิดต่าง ๆ ดังกล่าวล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ทั้งสิ้น
ส่วนการคิดเกี่ยวกับการคิดของตนเป็นความรู้ของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางปัญญาของตนและความสามารถที่จะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง การคิดเกี่ยวกับการคิดนับเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ความรู้ความเข้าใจและความสามารถในเรื่องนี้สามารถช่วยให้ผู้เรียนควบคุมกำกับกระบวนการทางปัญญาของตนได้ การพัฒนาความสามารถในการคิดเกี่ยวกับการคิดของตนหรืออภิปัญญา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สอนควรพัฒนาให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การให้ผู้เรียนวางแผนงาน และควบคุมกำกับตนเองในการทำงาน การให้เขียนอนุทินสะท้อนความคิดและประสบการณ์ต่าง ๆ การให้ประเมินผลงานและประเมินตนเอง.
จินดารัตน์ โพธิ์นอก
Cognitive (ค็อก–นิ–ทิฟ) แปลว่า “ด้านการรู้คิด“ หรือ “กระบวนการทางสติปัญญา“ หมายถึง ความสามารถของสมองในการประมวลผลข้อมูล รวมถึงกระบวนการคิด การรับรู้ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล และความจำ ประกอบด้วย:
- การรับรู้ (Perception): การแปลข้อมูลที่ได้รับจากประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ให้กลายเป็นความเข้าใจ
- ความสนใจ/การจดจ่อ (Attention): ความสามารถในการโฟกัสและควบคุมสมาธิ
- ความจำ (Memory): การเรียนรู้ การเข้ารหัสข้อมูล จัดเก็บ และเรียกใช้เมื่อจำเป็น
- การใช้ภาษา (Language): ทักษะในการสื่อสาร ทำความเข้าใจคำพูดและการเขียน
- การแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (Problem Solving & Decision Making): การคิดวิเคราะห์ วางแผน และลงมือทำ
โดยความสามารถในการรับรู้การเข้าใจ แบ่งออกใหญ่ๆได้เป็น
- Basic Cognition (ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้น)
- Meta-Cognition (ความรูั้ความเข้าใจระดับสูง)
คลินิกกายภาพบำบัด (KIN Clinic) แบ่งความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นออกเป็น 3 หัวข้อใหญ่ดังนี้
1). การรับรู้ : การรับรู้บุคคล(person) การรับรู้วัน/เวลา(Time) และ การรับรู้สถานที่(Place) ผู้ที่มีปัญหา Cognitive impairment หรือ ความบกพร่องทางสติปัญญานะคะ ก็อาจจะพบปัญหา เช่น จดจำบุคคลคุ้นเคยไม่ได้ , จดจำวัน เดือน ปี ณ ปัจจุบันไม่ได้ หรือ มีภาวะหลงลืมในบางครั้ง และ หลงลืมหรือจดจำสถานที่ที่กำลังอยู่ไม่ได้
2). สมาธิ : ความสามารถในการคงช่วงความสนใจ โดยผู้ที่บกพร่องด้านนี้ก็จะพบปัญหาในการคงช่วงความสนใจได้ในระยะสั้นๆ ไม่จดจ่อ วอกแวกต่อสิ่งรอบข้างได้ง่าย
3). ความจำ : ความสามารถในการรับ จัดเก็บ และเรียกใช้ข้อมูล หรือเรียกสั้นๆว่า “ความจำ” ผู้ที่บกพร่องด้านนี้จะพบปัญหาในการหลงลืม สิ่งใหม่ๆที่พึ่งเรียนรู้ ความทรงจำในอดีต และความทรงจำระยะสั้น การหลงลืมขั้นตอน หรือลืมสิ่งที่พึ่งผ่านไป
บนเวปไซท์ของมหาวิทยาลัยเจมส์คุกค์ [James Cook University, www.online.jcu.edu.au] เผยแพร่ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ กระบวนการคิดไว้น่าสนใจมาก ในหัวข้อ 7 tips for improving cognitive thinking โดยเริ่มจากอธิบายกระบวนการคิดไว้ ซึ่งแบ่งได้เป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้
1. ความคิด (Thought) ซึ่งเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจ แก้ไขปัญหา และให้เหตุผล
2. เอาใจใส่ หรือ สมาธิ (Attention) เป็นการใส่ใจ มุ่งมั่นกับงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่วอกแวกไปกับสิ่งจูงใจรอบข้าง
3. ภาษา หรือ การสื่อสาร (Language) เป็นความสามารถในการแสดงออกและเผยแพร่ความคิด ความรู้สึก ผ่านการพูดจาหรือข้อเขียน
4. การเรียนรู้ (Learning) เป็นการรับข้อมูลใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อนำมาสังเคราะห์ เปรียบเทียบ กับประสบการณ์ในอดีต และหาแนวทางในการแก้ปัญหาใหม่ ๆ
5. การรับรู้ (Perception) เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิด โดยนำการรับรู้จากการ มองเห็น ได้ยิน และได้กลิ่น มาใช้ประมวลข้อมูลและหาแนวทางตอบสนอง
6. ความจำ (Memory) เป็นการบันทึกข้อมูลเพื่อนำไปประสบการณ์และใช้ประโยชน์ในอนาคต ความจำที่ดีช่วยให้เก็บข้อมูลได้เป็นเวลานาน ซึ่งเป็นประโยชน์กับการทำงานและการใช้ชีวิต
เวปไซท์ RAMA Channel (https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/) ได้บรรยายถึงอาการโรคสมองเสื่อม และวิธีป้องกัน ไว้ว่า
อาการของโรคสมองเสื่อม เริ่มแรกจะมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ พูดซ้ำ สับสน แต่ยังคงสามารถสื่อสารและช่วยเหลือตัวเองได้ ในระยะต่อมาจะมีปัญหาในเรื่องของความคิด ความจำ พฤติกรรม และการใช้ภาษาที่เปลี่ยนไป มีการสับสนมากขึ้น หวาดระแวง หงุดหงิดง่าย หากไม่มีการดูแลรักษาหรือฟื้นฟูสมองอย่างถูกต้อง จะทำให้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ มีอารมณ์แปรปรวน ขี้หงุดหงิด สูญเสียความทรงจำจนไม่สามารถจำคนใกล้ชิด และอาจจำชื่อตัวเองไม่ได้ด้วย
โรคสมองเสื่อมมีปัจจัยเสี่ยงมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านสุขภาพ โดยสาเหตุเกิดจากเซลล์ประสาทเสื่อมสภาพอย่างช้า ๆ จนเซลล์สมองตาย หรือเกิดอาการแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสันที่เป็นมาระยะเวลานานก็ส่งผลทำให้ความจำไม่ดีได้ ซึ่ง 60% ของผู้ป่วยสมองเสื่อมเกิดจากภาวะอัลไซเมอร์
ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคสมองเสื่อมให้หายขาดได้ แต่สามารถฟื้นฟูสมองได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เพียงรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เล่นเกมหรือทำกิจกรรมที่ใช้ความคิด และวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยฝึกสมองได้ เช่น การสลับมือ ข้างซ้ายเป็นนิ้วโป้ง ข้างขวาเป็นนิ้วก้อย ทำสลับกันไปมา ให้มืออีกข้างเป็นนิ้วก้อย อีกมือหนึ่งให้สลับเป็นนิ้วโป้ง ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง และควรฝึกทำทุกวันจะช่วยให้สมองได้คิดและได้ฝึก เท่านี้ก็สามารถฟื้นฟูสมอง กระตุ้นความจำให้ดีได้


















