ประกันสังคมแรงงานต่างด้าว

หลายคนคงได้เห็นข่าวที่จะให้ตัวแทนแรงงานต่างด้าวเข้าไปเป็นกรรมการของคณะกรรมการประกันสังคม ทำให้มีคำถามว่าทำไมต้องให้คนต่างด้าวมากำหนดการบริหารการประกันสังคมของเราด้วย จึงเป็นที่น่าสนใจว่ามีการเก็บเบี้ยประกันจากแรงงานต่างด้าวเท่าไร ผลประโยชน์ที่แรงงานต่างด้าวจะได้รับเท่าไร โดยทั่วไปเบี้ยประกันมักจะแปรผันตามผลประโยชน์ที่จะได้รับ ไปพบในเวปไซท์ของ www.doe.go.th หัวข้อ”การเข้าระบบประกันสังคมของแรงงานต่างด้าว” ตามที่แสดงข้างล่างนี้

ที่มา: https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/nakhonnayok_th/9e5fa4c6f2fe905cb1bb17cedf03273b.pdf

จากหัวข้อดังกล่าว เข้าใจได้ว่าแรงงานต่างด้าวจะต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ 7 ข้อ ดังนี้

สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมสำหรับแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย

แรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายและเข้าร่วมระบบประกันสังคม มีสิทธิได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ใน 7 กรณีเช่นเดียวกับแรงงานคนไทย โดยสิทธิประโยชน์เหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่ายในกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน

สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมแรงงานต่างด้าว

1. กรณีเจ็บป่วย

  • สิทธิที่ได้รับ:
    • เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่เลือกไว้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
    • ครอบคลุมทั้งการรักษาโรคทั่วไปและอุบัติเหตุ
    • รวมถึงค่าห้องพักผู้ป่วย ค่าอาหาร และค่ายา
  • เงื่อนไข:
    • ใช้สิทธิได้ทันทีหลังจากเริ่มส่งเงินสมทบ

2. กรณีคลอดบุตร

  • สิทธิที่ได้รับ:
    • เงินค่าคลอดบุตรจำนวน 15,000 บาทต่อครั้ง (ไม่เกิน 2 ครั้ง)
    • เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร (50% ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นเวลา 90 วัน)
  • เงื่อนไข:
    • ต้องส่งเงินสมทบครบ 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนคลอด

3. กรณีทุพพลภาพ

  • สิทธิที่ได้รับ:
    • การรักษาพยาบาลและฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่อง
    • เงินทดแทนรายเดือนตลอดชีวิตในกรณีที่ไม่สามารถทำงานได้ (50% ของค่าจ้างเฉลี่ย)
  • เงื่อนไข:
    • ใช้สิทธิได้ทันที โดยไม่ต้องมีระยะเวลาการส่งเงินสมทบขั้นต่ำ

4. กรณีเสียชีวิต

  • สิทธิที่ได้รับ:
    • เงินค่าทำศพจำนวน 50,000 บาท
    • เงินสงเคราะห์ครอบครัว (กรณีส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนไข)
  • เงื่อนไข:
    • ครอบครัวของผู้เสียชีวิตต้องยื่นเรื่องรับสิทธิประโยชน์

5. กรณีสงเคราะห์บุตร

  • สิทธิที่ได้รับ:
    • เงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 800 บาทต่อบุตรหนึ่งคน (ไม่เกิน 3 คน)
  • เงื่อนไข:
    • บุตรต้องมีอายุไม่เกิน 6 ปี
    • ต้องส่งเงินสมทบครบ 12 เดือนภายในระยะเวลา 36 เดือนก่อนยื่นขอรับสิทธิ

6. กรณีชราภาพ

  • สิทธิที่ได้รับ:
    • เงินบำนาญชราภาพ (กรณีส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน)
    • เงินบำเหน็จชราภาพ (กรณีส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน)
  • เงื่อนไข:
    • อายุครบ 55 ปี และหยุดทำงาน

7. กรณีว่างงาน

  • สิทธิที่ได้รับ:
    • เงินชดเชยในกรณีถูกเลิกจ้าง (50% ของค่าจ้างเฉลี่ย นาน 6 เดือน)
    • เงินชดเชยกรณีลาออก (30% ของค่าจ้างเฉลี่ย นาน 3 เดือน)
  • เงื่อนไข:
    • ส่งเงินสมทบครบ 6 เดือนในระยะเวลา 15 เดือนก่อนว่างงาน

เงื่อนไขสำคัญของการใช้สิทธิประโยชน์

  1. แรงงานต่างด้าวต้องส่งเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่องตามกฎหมาย
  2. ต้องเลือกโรงพยาบาลที่อยู่ในเครือข่ายประกันสังคมเพื่อใช้สิทธิรักษาพยาบาล
  3. สิทธิในแต่ละกรณีมีระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่กำหนดไว้ ควรตรวจสอบข้อมูลกับนายจ้างหรือติดต่อสำนักงานประกันสังคม

เงื่อนไขการคุ้มครองของประกันสังคมสำหรับแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย

แรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคมเช่นเดียวกับแรงงานคนไทย อย่างไรก็ตาม การได้รับสิทธิประโยชน์ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและระยะเวลาการส่งเงินสมทบในแต่ละกรณี ซึ่งนายจ้างและแรงงานต่างด้าวควรทราบเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ

เงื่อนไขการคุ้มครองประกันสังคมแรงงานต่างด้าว

1. คุณสมบัติของแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการคุ้มครอง

  1. ต้องเป็นแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทย อย่างถูกกฎหมาย
    1. มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)
    1. มีเอกสารระบุตัวตน เช่น บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) หรือหนังสือเดินทาง (Passport)
  2. ต้องทำงานในบริษัท ห้างร้าน หรือสถานประกอบการที่นายจ้างจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

2. เงื่อนไขการเข้าระบบประกันสังคม

  • นายจ้างต้องแจ้งขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวเข้าระบบประกันสังคม ภายใน 30 วัน หลังจากแรงงานเริ่มทำงาน
  • แรงงานต่างด้าวและนายจ้างต้องร่วมกันส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราที่กำหนด ดังนี้:
    • นายจ้างสมทบ 5%
    • ลูกจ้าง (แรงงานต่างด้าว) สมทบ 5%
    • รัฐบาลสมทบ 2.75%

3. ระยะเวลาส่งเงินสมทบและการใช้สิทธิในแต่ละกรณี

กรณีระยะเวลาส่งเงินสมทบก่อนใช้สิทธิหมายเหตุ
เจ็บป่วยใช้สิทธิได้ทันทีหลังเริ่มส่งเงินสมทบสามารถเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่เลือกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
คลอดบุตรส่งสมทบครบ 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนคลอดรับเงินช่วยคลอดและค่าชดเชยรายได้
ทุพพลภาพใช้สิทธิได้ทันทีครอบคลุมค่ารักษาและเงินช่วยเหลือรายเดือน
เสียชีวิตใช้สิทธิได้ทันทีครอบคลุมเงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์ครอบครัว
สงเคราะห์บุตรส่งสมทบครบ 12 เดือน ใน 36 เดือนก่อนยื่นขอได้รับเงินช่วยเหลือบุตรเดือนละ 800 บาทต่อบุตร 1 คน (ไม่เกิน 3 คน)
ว่างงานส่งสมทบครบ 6 เดือน ใน 15 เดือนก่อนว่างงานได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงานหรือถูกเลิกจ้าง
ชราภาพส่งสมทบครบ 180 เดือนได้รับเงินบำนาญหรือเงินบำเหน็จชราภาพ

4. กรณีที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง

  • แรงงานต่างด้าวที่ทำงาน โดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกกฎหมาย จะไม่ได้รับสิทธิในระบบประกันสังคม
  • หากนายจ้างไม่ส่งเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคม แรงงานต่างด้าวอาจเสียสิทธิในการรับความคุ้มครอง
  • สิทธิในการรักษาพยาบาลจะไม่ครอบคลุมโรคหรืออาการที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของประกันสังคม

ที่มา สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

แรงงานต่างด้าว ก็ต้องส่งประกันสังคม

แรงงานต่างด้าวอยู่ไทยต้องส่งประกันสังคม

พร้อมดูแลสวัสดิการ-สิทธิประโยชน์แรงงานต่างด้าว แต่ต้องขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

เอกสารที่ต้องใช้

สำหรับ ลูกจ้างชาวต่างชาติ/ต่างด้าว/บุคคลที่ราบสูง

1. กรอกแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน สปส.1-03

2. สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) หรือ เอกสารแสดงตัวแทนหนังสือเดินทาง

3. สำเนาใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)

4. สำเนาเอกสารการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวกรณีพิเศษ (Smart Visa)

          กรณีขึ้นทะเบียนผู้ประกัน ต่างด้าว/ต่างชาติ ที่มี Smart Visa นายจ้างยื่นเอกสารขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนสามารถใช้ Smart Visa แทนใบอนุญาตการทำงานได้

โดยจะได้รับความคุ้มครอง 7 กรณี

– ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

– คลอดบุตร

– ทุพพลภาพ

– เสียชีวิต

– สงเคราะห์บุตร

– ชราภาพ

– ว่างงาน

บทความของ นาวาตรีวิทวัส กู้ประเสริฐ, ผู้อํานวยการ สํานักงานประกันสังคมจังหวดชลบุรี ซึ่งให้ความคิดเห็นที่น่าสนใจในบทความชื่อ”การประกันสังคมของแรงงานต่างด้าว” ตีพิมพ์ในนิตยสารของสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย (PAAT Journal Vol. 3 No. 5, June 2021) ตัวอย่างความเห็นในบทความดังกล่าว เช่น

“2. การให้สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตรนั้น อาจมีความหมายถึงการที่รัฐมีนโยบายให้

แรงงานต่างด้าวสามารถมีครอบครัว หรือสร้างครอบครัวได้ในราชอาณาจักร ซึ่งมีความแตกต่างกับบาง

ประเทศเช่น มาเลเซียนั้นแรงงานต่างด้าวในระดับแรงงานทั่วไปมิใช่ระดับผู้เชี่ยวชาญนั้น สามารถนําครอบครัว

มาได้แต่หากตั้งครรภ์ต้องกลับไปคลอดยังประเทศต้นทาง เพื่อตัดความรับผิดชอบในการให้ความคุ้มครอง

หรือการสงเคราะห์ซึ่งถือเป็นนโยบายคุ้มครองเฉพาะคนในชาติหรือคนท้องถิ่น”

“7. การให้สิทธิประโยชน์กรณีว่างาน ในกรณีนี้นักกฎหมายได้กําหนดให้ผู้ประกันตน

จะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนและต้องอยู่ภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนการว่างงาน จึง

จะเกิดสิทธิ (มาตรา 78) ในกรณีนี้มีข้อสังเกตที่น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากกฎหมายได้กําหนดเกี่ยวกับทั้งการฝึก

อาชีพและการเสนองานให้แก่ผู้ประกันตน จึงเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า จะเป็นการเหมาะสมหรือไม่ที่ต้องฝึก

อาชีพและการจัดหางานให้กับคนต่างด้าว นอกจากนี้สัญญาจ้างแรงงานมีข้อกําหนดของระยะเวลาในการ

ทํางานและเป็นไปตามลักษณะงาน ครั้นเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง ลูกจ้างแรงงานต่างชาติก็จะต้องเดินทางกลับ

ประเทศต้นทางมิใช่เป็นภาระให้กับรัฐผู้ต้องรับผิดชอบ มิฉะนั้น จะทําให้สิทธิประโยชน์ในการว่างงานของ

แรงงานต่างด้าวนั้น กลายเป็นสิทธิประโยชน์เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง”

สำหรับท่านที่สนใจอ่านเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ https://so10.tci-thaijo.org/index.php/paatj/article/view/322

…………………………………………..

โพสท์ใน ทั่วไป | ใส่ความเห็น

บทเรียนจากสิงคโปร์ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น (ต่อ)

ในการประชุมสัมนา International Experiences on Good Governance and Fighting Corruption เมื่อวันที่ February 17, 2000 ที่ Pimarnmek Room, 3rd Floor, The Grand Hotel Bangkok, [https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2013/04/ali.pdf]

Mr. Muhammed Ali รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ Corrupt Practices Investigation Bureau (CPIB) ของ Singapore ยังได้นำเสนอปัจจัยต่างๆที่ทำให้สิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นของสิงคโปร์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยแบ่งปัจจัยทั้งหมดเป็นกลุ่มๆ ดังนี้

1.ปัจจัยด้านกฎหมาย(Legislative and Administrative Measures)

2.ให้ความรู้และข้อแนะนำ(Preventive Guidelines and Education)

3.มาตรการที่มีประสิทธิภาพ(Enforcement Actions)

4.บทบาทสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก(Role of External Agencies)

5.ได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือจากสังคม(Public Trust)

ความสำเร็จของ CPIB ขึ้นกับปัจจัยต่างๆเหล่านี้

1.เจ้าหน้าที่ของ CPIB พร้อมรับข้อร้องเรียนและข้อมูลเกี่ยวกับคอรัปชั่นตลอดเวลา

2.การสอบสวนข้อร้องเรียนและข้อมูลเกี่ยวกับคอรัปชั่นเป็นไปอย่างรวดเร็ว

3.กฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามคอรัปชั่นมีปรัสิทธิภาพอย่างมาก

 4.ความตื่นตัวของสังคมที่มีระดับการศึกษาค่อนข้างสูง ทำให้มีแรงต้านการคอรัปชั่น มีการรายงานคอรัปชั่นโดยไม่เกรงกลัวอำนาจของรัฐ

5.มีการส่งเสริมให้เกิดวัฒนรรมต่อต้านคอรัปชั่น

6.เจ้าหน้าที่ได้รับค่าตอบแทนสูง จึงไม่เกิดแรงจูงใจจากสินบน

7.CPIB รายงานโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี

8.เจ้าหน้าที่ของ CPIB ได้รับเลือกจากหน่วยงานที่ได้รับความเชื่อถือ และจากประวัติส่วนตัวที่ได้รับการยกย่องในอดีต

เป็นที่ทราบกันดีว่า คงไม่มีประเทศใดในโลกที่ปราศจากคอรัปชั่น ต่างกันแต่มากหรือน้อยเท่านั้น

นอกเหนือจากปัจจัยภายในต่างๆที่ทำให้ CPIB ประสบความสำเร็จ CPIB ยังได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยภายนอกอีกมาก

ประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการปราบปรามคอรัปชั่นอย่างมากด้วยปัจจัยเหล่านี้

1.ผู้นำทางการเมืองที่มีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามคอรัปชั่นอย่างแท้จริง

2.กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามคอรัปชั่นมีประสิทธิภาพ มีบทลงโทษที่ทำให้ผู้ที่ทำความผิดหรือคิดจะทำผิดเกรงกลัว ไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ

3.ได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าหน่วยงานราชการอย่างเต็มที่

4.การสืบสวนอย่างต่อเนื่องของ CPIB ในทุกกรณีโดยไม่มีการลำเอียงหรือเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ

โพสท์ใน ทั่วไป | ใส่ความเห็น

บทเรียนจากสิงคโปร์ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น

หลายคนคงจะรู้สึกแปลกใจว่าทำไม ในปี ค.ศ. 2024 สิงคโปร์ยังคงครองอันดับ 3 ของโลกด้วยคะแนน 84 ในด้านดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption perceptions index, CPI) แต่อันดับของไทยอยู่ที่ 107 ด้วยคะแนน 34 (https://www.transparency.org/en/cpi/2024) และคงอยากทราบว่าสิงคโปร์ทำอย่างไรในการจัดการกับปัญหาเหล่านั้น

                 ก่อนอื่น มาดูกันว่าสิงคโปร์ประสบปัญหาอะไรมาบ้าง ก่อนจะมาถึงจุดนี้ จากการค้นหาบนเวปไซท์ พบว่ามีการนำเสนอประสบการณ์ในสิงคโปร์ โดย Mr. Muhammed Ali รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ Corrupt Practices Investigation Bureau ของ Singapore ได้นำเสนอประเด็นปัญหาที่สิงคโปร์เคยประสบมาไว้อย่างน่าสนใจมาก ในการประชุมสัมนา

International Experiences on Good Governance and Fighting Corruption เมื่อวันที่ February 17, 2000 ที่ Pimarnmek Room, 3rd Floor, The Grand Hotel Bangkok, [https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2013/04/ali.pdf] ซึ่งสรุปใจความสำคัญได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้: 

1. กฎระเบียบที่ไม่เข้มข้นเพียงพอ ไม่ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

2. ความยุ่งยากในการรวบรวมหลักฐานอันเนื่องมาจากกฎระเบียบที่อ่อนแอ ไม่ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ทำให้ผู้กระทำความผิดหลุดพ้นจากการรับโทษ

3. ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงสิทธิของตนเอง จึงชินชาและเป็นเหยื่อของการกระทำที่ไม่เป็นธรรม

4. เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับค่าตอบแทนน้อย จึงหาช่องทางที่จะเพิ่มรายได้ให้ตนเองเพื่อยกระดับการครองชีพของครอบครัว

5. เจ้าหน้าที่ ของหน่วย CPIB มักจะเป็นเจ้าหน้าที่ชั่วคราวซึ่งถ่ายโอนมาจากหน่วยงานของตำรวจ ทำให้ขาดความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามคอรัปชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่รู้จักกัน อีกทั้งการถ่ายโอนมาปฏิบัติหน้าที่ระยะสั้นทำให้ขาดความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง

                 ข้อสรุปข้างต้นนี้ อาจนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่ใกล้ตัวของเรา เพื่อเป็นการศึกษาในการหาทางแก้ปัญหาต่อไป ถ้ามีโอกาสจะค้นหาคำแนะนำวิธีการแก้ปัญหามาเล่าสู่กันฟัง

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน บทเรียนจากสิงคโปร์ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น

ทุนชีวิต

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (http://legacy.orst.go.th/) ให้นิยามและแบ่งทุนชีวิตไว้เป็น ทุนชีวิตภายใน และทุนชีวิตภายนอก ตามข้อเขียนของ ผศ.ดร.จินดารัตน์ โพธ์นอก ไว้อย่างน่าสนใจดังข้อความข้างล่างนี้

 ในระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังทางเศรษฐกิจ และให้ความสำคัญต่อการลงทุนทรัพย์สินต่าง ๆ อาจทำให้เราหลงลืมว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ทุนชีวิต หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่า ทุนชีวิต คืออะไร วันนี้จึงได้นำคำอธิบายที่คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ร่วมสมัย ราชบัณฑิตยสถาน ได้อธิบายไว้มาเสนอ

          ทุนชีวิต (life assets) หมายถึง คุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ที่มีผลต่อการพัฒนาทางด้านจิตใจ สังคม และสติปัญญา เกื้อหนุนให้เจริญเติบโตและดำรงชีพอยู่ได้อย่างเข้มแข็งและมีความสุข มนุษย์มีทุนชีวิตในระดับหนึ่งมาตั้งแต่เกิด และเพิ่มขึ้นตามวัยจากการอบรมเลี้ยงดู ความรัก ความเอาใจใส่ ความเข้าใจของพ่อแม่และบุคคลรอบข้าง รวมทั้งปฏิสัมพันธ์การเรียนรู้จากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุนชีวิตเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีพลังในการปรับตัวและเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงได้

คำ life assets ปรับมาจากคำว่า developmental assets พัฒนาโดยนายแพทย์สุริยเดว ทริปาตี และคณะ เดิมแปลว่า ต้นทุนชีวิต ต่อมาเปลี่ยนเป็น ทุนชีวิต เน้นการนำมาใช้พัฒนาเด็กและเยาวชน ทุนชีวิตเป็นพลังเชิงบวกหรือพลังสร้างสรรค์ ประกอบด้วย ทุนชีวิตภายใน (internal assets) และทุนชีวิตภายนอก (external assets)

          ทุนชีวิตภายใน คือ พลังตัวตน (power of self) เป็นพลังทางบวกที่แต่ละคนมีอยู่และเพิ่มขึ้นจากการหล่อหลอมและเรียนรู้ พลังตัวตนมีความสำคัญมากสำหรับคนทุกวัย ได้แก่ การเห็นคุณค่าของตนเอง การยึดมั่นในพฤติกรรมที่ดี และการมีทักษะในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น ส่วนทุนชีวิตภายนอก ประกอบด้วย พลังครอบครัว (power of the family) พลังเพื่อนและกิจกรรม (power of peer: creative activity) พลังชุมชน (power of community) และพลังสร้างปัญญา (power of wisdom) พลังทั้ง ๔ ด้านนี้มีความหมายอย่างมากต่อการสร้างพลังตัวตน ซึ่งเป็นทุนชีวิตภายในของคนทุกรุ่นทุกวัยที่เชื่อมโยงเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ช่วยเสริมให้ชีวิตเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงสมบูรณ์…..จินดารัตน์ โพธิ์นอก

เจมส์ เจ. เฮกแมน (James J. Heckman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เสนอว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ที่ได้ผลลัพธ์และผลตอบแทนคุ้มค่ามากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กด้อยโอกาสจากครอบครัวยากจน [https://www.eef.or.th/invest-in-early-childhood-development/]

พ.ศ. 2563 ธนาคารโลกเสนอดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index: HCI) เป็นตัวชี้วัดระดับทุนมนุษย์ (ผลิตภาพ ทักษะ ความสามารถ ฯลฯ) ที่คาดว่าเด็กแรกเกิดแต่ละคนพึงมี เมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ดัชนีทุนมนุษย์มีค่าระหว่าง 0 และ 1 และดัชนีนี้จะมีค่าเท่ากับ 1 ได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์ที่เกิดในประเทศนั้นมีสุขภาพสมบูรณ์ เช่น ไม่มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น (stunting) และคาดว่าจะมีอายุขัยอย่างน้อย 60 ปี และสำเร็จการศึกษาตามศักยภาพ โดยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นเวลา 14 ปี 

รายงานธนาคารโลกฉบับดังกล่าวระบุว่า ประเทศไทยมีค่าดัชนีทุนมนุษย์ 0.61 ซึ่งหมายความว่า เด็กที่เกิดและเติบโตในไทยในวันนี้จะสร้างผลิตภาพเพียงร้อยละ 61 ของศักยภาพที่มี หากได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและการดูแลด้านสุขภาพอย่างเต็มที่ ตัวเลขดังกล่าวค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าดัชนีทุนมนุษย์ของประเทศอื่นๆ อย่างสิงคโปร์ (ร้อยละ 88) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 80) เกาหลีใต้ (ร้อยละ 80) หรือเวียดนาม (ร้อยละ 69) ดังแสดงในรูปที่ 2

รูปที่ 2 เปรียบเทียบดัชนีทุนมนุษย์ของประเทศต่างๆ

ที่มา: World Bank

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ) แบ่งทุนชีวิตตามทักษะเป็น 3 อย่าง คือ

ทักษะการอ่านออกเขียนได้

ทักษะด้านดิจิทัล

ทักษะทางสังคมและออนไลน์

รูปที่ 3 ทักษะทุนชีวิต

ที่มา: กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ)

การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการเพิ่มทุนชีวิตให้กับตนเอง มีการศึกษาจำนวนมากที่พยายามแจกแจงผลกระทบของการศึกษาที่มีต่อการครองชีพทั้งในช่วงวัยทำงานและหลังเกษียณ ตัวอย่างรายงานการศึกษาดังเช่น

รูปที่ 4 สถานะของทักษะทุนชีวิตในประเทศไทย

ที่มา: กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ)

ทำนองเดียวกัน มีการศึกษาในต่างประเทศจำนวนมากที่รายงานความสัมพันธ์ระหว่างทุนชีวิตกับการศึกษา ตัวอย่างเช่น Fernando Loaiza รายงานในการศึกษาว่าการศึกษาเป็นหนึ่งใน 3 ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อ การออม ผลตอบแทน และกองทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นคือ การศึกษา สถานะของบรรพบุรุษ และมรดก อีกทั้งยืนยันว่าการศึกษาช่วยทำให้บุคคลสามารถลงทุนอย่างฉลาดและสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ [Life Cycle Implications of Schooling on Financial Assets, Fernando Loaiza]

จากการศึกษาที่ LUND University โดย Bingley, P. และ Martinello, A.  รายงานว่าสิ่งสำคัญที่ได้รับจากการศึกษาคือการเข้าสู่สังคมแรงงานและพฤติกรรมด้านการเงินในระยะยาว การศึกษาเปรียบเทียบความมั่งคั่งสะสมตลอดอายุขัย ของบุคคลที่มีระดับการศึกษาต่างๆในประเทศเดนมาร์กและประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศเดนมาร์ก บุคคลที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะมีความมั่งคั่งสะสมมากกว่าบุคคลที่ไม่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตลอดช่วงอายุวัยทำงาน (จนกระทั่ง 60 ปี) ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นในทำนองเดียวกัน ดังในรูปที่ 5

รูปที่ 5 ความมั่งคั่งสะสมตลอดอายุขัย ของบุคคลที่มีระดับการศึกษาต่างๆ

ที่มา: The Effects of Schooling on Wealth Accumulation Approaching Retirement, Bingley, Paul; Martinello, Alessandro, LUND University, 2017

การศึกษาของ World Bank ซึ่งรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 จาก 139 ประเทศ พบว่า อัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนส่วนบุคคลเป็น 9% ต่อการศึกษาที่มากขึ้นทุก 1 ปี และอัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนที่มีต่อสังคมเป็น 10% ต่อการศึกษาระดับมัธยมปลายและอุดมศึกษาที่มากขึ้นทุก 1 ปี [ที่มา: Returns to Investment in Education, George Psacharopoulos and Harry Antony Patrinos, World Bank Policy Research Working Paper 8402]

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน ทุนชีวิต

การศึกษาที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง

ข้อมูลจาก ILO, Global Employment Trends for Youth 2024 รายงานว่า

แม้ว่าปัจจุบันนี้ (ปี ค.ศ. 2023) เยาวชนทั่วโลกมีโอกาสที่จะเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมมากขึ้นถึง 48% เทียบกับอัตรา 38% ในปี ค.ศ. 2000 แต่ไม่มีงานรองรับ จึงทำให้ช่องว่างการจ้างงานในกลุ่มเยาวชนที่มีทักษะกว้างขึ้น และมีผลทำให้ค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยลดลง จึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือเพื่อผยุงรายได้ให้กับแรงงานส่วนนี้ ก่อนที่จะสูญเสียแรงงานส่วนนี้ไป หรือ สนับสนุนให้มีจำนวนผู้มีทักษะเฉพาะด้านเหมาะสมกับความต้องการของตลาด

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน การศึกษาที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง

ดัชนีประสิทธิภาพการผลิตของแรงงาน

องค์การแรงงานระหว่าประเทศ (International Labor Organization, ILO) เปรียบเทียบดัชนีประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานในประเทศต่างๆ โดยวัดจากผลผลิต (Gross Domestic Product, GDP) ที่แรงงานหนึ่งคนผลิตได้ในช่วงเวลาที่กำหนด (เท่ากันในการวัดในทุกประเทศ) (https://ilostat.ilo.org/topics/labour-productivity/) ผลปรากฎว่าแรงงานในประเทศ Luxembourg สามารถผลิตได้สูงสุดถึง 166.1 เหรียญสหรัฐอเมริกา ตามด้วย Ireland Norway Guyana และ Denmark ซึ่งผลิตได้ 139.1 123.6 113.9 และ 97.0 เหรียญสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ แรงงานในประเทศไทยผลิตได้เพียง 18.5 เหรียญสหรัฐอเมริกา ใกล้เคียงกับแรงงานในประเทศศรีลังกาที่ผลิตได้ 18.0 เหรียญสหรัฐอเมริกา ในระยะเวลาที่กำหนด เป็นที่น่าสังเกตว่า แต่ละประเทศมีการผลิตสินค้าที่ต่างกัน มูลค่าผลผลิตจึงต่างกัน การวัดประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานโดยใช้ GDP เป็นเกณฑ์อาจจะไม่เพียงพอ คงต้องพิจารณาดัชนีฮื่นควบคู่กันไปด้วย

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน ดัชนีประสิทธิภาพการผลิตของแรงงาน

ความสามารถในการแข่งขัน

คงไม่น่าแปลกใจที่เห็นสถิติความสามารถในการแข่งขันจากการจัดอันดับของ IMD ซึ่งย่อมาจาก International Institute for Management Development ในปี ค.ศ. 2025 ประเทศสวิสเซอร์แลนด์อยู่ในอันดับ 1 และประเทศสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 2 จากการสำรวจ ทั้งสิ้น 69 ประเทศ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ที่น่าเป็นกังวลอย่างยิ่งคือ ความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 55

Source: imd.org

ที่มา: การจัดระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุน การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ด้านการศึกษา /สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน ความสามารถในการแข่งขัน

ระบบประกันสุขภาพ

หลายครั้งที่มีความไม่สะดวกในการใช้บริการรักษาพยาบาล มักมีข้อสงสัยว่าระบบประกันสุขภาพของไทยดีพอหรือไม่ บางครั้งที่มีข่าวว่าพลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านมาใช้บริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของไทย บุคคลากรทางการแพทย์ของไทยลาออกเพราะงานหนักเกินไป ยิ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบรักษาพยาบาลของไทยว่าเหมาะสมเพียงใด จึงเป็นที่น่าสนใจที่จะศึกษาระบบรักษาพยาบาลของประเทศอื่นๆ ระบบประกันสุขภาพที่ได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานานอย่างเช่นในทวีปยุโรปและอเมริกาก็เป็นที่น่าสนใจ คำถามแรกที่มักจะถามกัน คือ ค่าบริการรักษาพยาบาลในทวีปยุโรปและอเมริกาฟรีหรือไม่ [https://www.investmentvisa.com]

แม้ว่าประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปอยู่ภายใต้สหภาพยุโรป (European Union) ซึ่งเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์โดยรวม เพื่อให้ประเทศสมาชิกนำไปกำหนดเป็นกฎหมายและระเบียบต่อไป แต่ระบบดูแลสุขภาพของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกันทีเดียว

ความจริงอีกข้อหนึ่งคือ ค่าบริการสุขภาพไม่ฟรีอย่างที่เข้าใจกัน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะได้รับการอุดหุนจากการบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งมาจากเงินภาษีจากประชากรในท้องถิ่น

ในหลายประเทศ เช่น กรีก เยอรมนี อิตาลี สเปน และโปรตุเกส คนไข้แทบจะไม่ต้องจ่ายเพิ่มเลย หรือถ้ามีค่าบริการเพิ่มเติม ก็เป็นการจ่ายร่วม (co-payment) ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะไม่มากนัก และสามารถจ่ายได้

บางประเทศในยุโรปมีทางเลือกด้วยบริการสุขภาพเอกชน แต่ค่าบริการจากบริการสุขภาพเอกชนไม่สูงมาก โดยเฉลี่ย 30 ยูโรต่อเดือน

การบริหารจัดการของประเทศต่างๆแตกต่างกันไป ได้แก่

ระบบรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแต่ผู้เดียว (The Single-Payer or the National Health Insurance Model) เป็นรูปแบบการบริหารจัดการโดยเอกชน รัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ประเทศที่บริหารจัดการแบบนี้คือ นอเวย์ สวีเดน เดนมาร์ก และฟินแลนด์

ระบบจัดการโดยรัฐ (The Beveridge or Government Owned and Run Model) เป็นรูปแบบการบริหารจัดการโดยรัฐ รวมถึงการจัดหาแพทย์ พยาบาล ค่าใช้จ่ายต่างๆ ประชาชนที่ลงทะเบียนในระบบ Social security และมีการหักรายได้รายเดือน เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย ประเทศที่ใช้ระบบบริหารจัดการแบบนี้ คือ สหภาพอังกฤษ สเปน และโปรตุเกต

ระบบจัดการโดยเอกชน (The Bismarck or Privatized, but Regulated Model) เป็นระบบบริหารจัดการผ่านการซื้อประกันสุขภาพ อัตราเบี้ยประกันถูกควบคุมโดยรัฐ เบี้ยประกันจะถูกหักจากรายได้ประจำเดือน ผู้เอาประกันอาจต้องจ่ายเงินสมทบ (co-payment) สำหรับค่าบริการบางประเภท อีกทั้งรัฐอาจจ่ายเงินอุดหนุนบางส่วนให้กับผู้มีรายได้น้อย

ระบบที่จ่ายเงินเอง (The Out-of-Pocket Model) การบริหารรูปแบบนี้ ผู้เข้ารับบริการต้องจ่ายเงินให้กับผู้ให้บริการเอกชน โดยไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ ไม่มีการควบคุมอัตราเบี้ยประกันสุขภาพ

ในรายงาน Health Index Report ประจำปี 2023 มี 13 ประเทศในยุโรปได้รับคะแนนสูงใน 20 อันดับแรก นอร์เวย์อยู่ในอันดับ 7 และเป็นประเทศที่ได้รับคะแนนสูงสุดของประเทศต่างๆในยุโรป ตามมาด้วย ไอซ์แลนด์ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ เนเทอร์แลนด์ ลักเซมเบิกจ์ อิตาลี มอลตา และฝรั่งเศส

World Population Review นำเสนอข้อมูล 10 อันดับแรกของ Health Care Index การจัดลำดับของ CEOWORLD ปี 2024 ดังนี้ [https://worldpopulationreview.com/country-rankings/best-healthcare-in-the-world]

                       Health care index 2024

           1.Taiwan                78.7

2.South Korea        77.7

3.Australia              74.1

           4.Canada            71.3

           5.Sweden            70.7

           6.Ireland             68.0

           7.Netherlands     65.4

           8.Germany          64.7

           9.Norway            64.6

           10.Israel             61.7

ในรายงานเดียวกันนี้ Health Care Index สำหรับประเทศไทยอยู่ที่ลำดับ 33

เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการจัดอันดับโดยหน่วยงานหลายแห่ง มีทั้ง CEOWORLD NUMBEO WHO ซึ่งใช้ข้อมูลต่างกัน และมีการเปลี่ยนแปลงในลำดับของแต่ละประเทศค่อนข้างมาก ข้อมูลข้างต้นจึงอาจใช้เชิงเปรียบเทียบเท่านั้น

บทความ Privatizing health care is not the answer: lessons from the United States โดย Marcia Angell  ตีพิมพ์ใน Canadian Medical Association Journal (CMAJ) [CMAJ. 2008 Oct 21;179(9):916–919. doi: 10.1503/cmaj.081177] เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายสำหรับระบบประกันสุขภาพของสหรัฐอเมริกากับคานาดา ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับระบบประกันสุขภาพในปี 2005 ในสหรัฐอเมริกาเท่ากับ US$6,697 โดยที่รัฐช่วยออกให้ US$4,048 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในคานาดาเป็น US$3,326 รัฐช่วยออกให้ US$2,322 ประชากรในประเทศคานาดาทุกคนรวมอยู่ในระบบประกันสุขภาพนี้ ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกามีประชากรราว 15% ไม่อยู่ในระบบประกันสุขภาพ ระบบประกันสุขภาพของสหรัฐอเมริกาดำเนินการโดยเอกชนและนักลงทุน การบริหารจัดการจึงเป็นลักษณะการบริหารสินค้า (commodity) ซึ่งมีเป้าหมายเป็นกำไร ไม่ใช่ลักษณะบริการสาธารณะ (social service) ขอบเขตของการรักษาพยาบาลขึ้นอยู่กับความสามารถที่ผู้เอาประกันจะจ่ายได้ ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการรักษาพยาบาล โดยทั่วไปผู้ที่มีความจำเป็นต้องการการรักษาพยาบาลมักจะเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถในการจ่าย จึงเป็นความขัดแย้งและทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพ โรงพยาบาลต่างๆในสหรัฐอเมริกาจึงมีการโฆษณาเพื่อรับผู้ป่วย (ลูกค้า) จำนวนมากที่มีความสามารถในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษา ตัวอย่างที่มักจะเกิดขึ้นคือ ผู้ป่วยที่รวยมักจะได้รับบริการ MRI ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น ในขณะที่ผู้ป่วยยากจนไม่ได้รับบริการ MRI ทั้งที่จำเป็น

ประเด็นสำคัญ

  1. ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนสำหรับระบบประกันสุขภาพในสหรัฐอเมริกาสูงราวสองเท่าของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนสำหรับระบบประกันสุขภาพในคานาดา
  2. ระบบประกันสุขภาพในสหรัฐอเมริกาเป็นระบบที่ดำเนินการโดยเอกชน เป็นการบริหารจัดการสินค้าเพื่อผลกำไรผ่านธุรกิจประกันสุขภาพ และทำให้ผู้ที่ไม่สามารถชำระเบี้ยประกันสุขภาพได้ถูกกันออกจากระบบที่จะให้การรักษาพยาบาล
  3. ระบบประกันสุขภาพเอกชนซึ่งเป็นธุรกิจเพื่อผลกำไร มักจะทำให้ต้นทุนการรักษาพยาบาลแพงกว่าระบบประกันสุขภาพที่ดำเนินการโดยรัฐซึ่งเป็นบริการสาธารณะ
  4. ถ้าให้มีระบบของเอกชนมาร่วมด้วย จะทำให้การบริการเร็วขึ้น แต่จะช่วยในระยะสั้นเท่านั้น
  5. ถ้ามีระบบของเอกชนมาร่วมด้วย จะมีการถ่ายเททรัพยากรทางการแพทย์ไปสู่ระบบของเอกชน และทำให้ต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้น
  6. ระบบประกันสุขภาพของคานาดายังต้องมีทรัพยากรเพิ่มขึ้น
โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน ระบบประกันสุขภาพ

ทฤษฎีความโง่เขลา

Dietrich Bonhoeffer เคยกล่าวไว้ว่า คนโง่นั้นอันตรายยิ่งกว่าคนชั่วเสียอีก นั่นก็เพราะว่า เรานั้นสามารถประท้วงหรือต่อสู้กับคนชั่วได้ เเต่สำหรับคนโง่นั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้เลย เราไม่สามารถใช้เหตุผลกับคนที่ไม่รับฟังอะไรเลยได้ เราได้นำงานเขียนที่มีชื่อเสียงของเขามาทำเป็นวีดีโอนี้เพื่อที่จะเป็นกระบอกเสียงเพื่อเตือนสังคมให้ตระหนักว่ามันสามารถเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้บ้าง ถ้าคนบางประเภทมีอำนาจมากเกินไป Bonhoeffer เขียนจดหมายในระหว่างที่อยู่ในสถานกักกัน อธิบายเหตุผลทำไมความโง่เขลาจึงเป็นอันตรายมากกว่าความชั่วร้ายอื่นๆ ว่า “เราสามารถป้องกันการกระทำที่ชั่วร้ายได้โดยการบังคับไม่ให้มีการกระทำนั้นๆ แต่กับคนโง่เขลาเราไม่สามารถแจกแจงเหตุผลได้ เหมือนพูดให้คนหูหนวกฟัง”

เมื่อคนโง่เขลาไม่สามารถโต้เถียงด้วยเหตุผล มักจะหลีกเลี่ยงที่จะคำนึงถึงผลที่จะตามมา หรืออ้างว่าเป็นการบังเอิญไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำของเขา ซึ่งเป็นการอธิบายตามความพอใจของตนเอง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของความโง่เขลา

-ความโง่เขลาไม่ใช่ความบกพร่องทางความคิดหาเหตุผล คนเก่งที่มีความสามารถในการหาเหตุผลเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆ ก็อาจเป็นคนโง่เขลาได้

-ความโง่เขลาไม่ได้มีสาเหตุจากพันธุกรรม แต่เป็นอิทธิพลของสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม และผลจากความยินยอมให้สิ่งเหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลในตัวของเขา

Dietrich Bonhoeffer เป็นชาวเยอรมัน มีชีวิตอยู่ระหว่าง  4 February 1906 – 9 April 1945 เป็นคนหนึ่งในกลุ่มต่อต้านนาซี ถูก Gestapo จับในเดือน April 1943 ในข้อหามีส่วนร่วมในการวางแผนลอบสังหาร Adolf Hitler ในที่สุดถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเมื่อวันที่ 9 April 1945 ในค่ายกักกัน Flossenbürg concentration camp เพียงสองสัปดาห์ก่อนที่ค่ายนี้จะได้รับการปลดปล่อยโดยทหารอเมริกัน

CARLO M. CIPOLLA นำเสนอ THE BASIC LAWS OF HUMAN STUPIDITY  เป็นข้อๆ 5 ข้อ ดังนี้

1.คนส่วนใหญ่มักประเมินจำนวนคนโง่ต่ำกว่าความจริง

2.ความโง่เขลาไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคลิกของบุคคล

3.คนโง่มักสร้างความเสียหายให้คนอื่นโดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์ หรืออาจทำให้ตนเองเดือดร้อน

4.คนไม่โง่มักจะประเมินความสามารถในการสร้างความเสียหายของคนโง่ต่ำเกินไป

5.คนโง่เป็นอันตรายต่อสังคมยิ่งกว่าโจรหรือคนร้ายอื่นๆ

Manfred F. R. Kets de Vries แนะนำวิธีรับมือคนโง่ ไว้ดังนี้

-ส่งเสริมให้มีการคิดและตรวจสอบข้อมูล ความรู้ แบบ Reflective thinking เพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้จากประสบการณ์ 

-การเรียนรู้และตระหนักในการกระทำของตนเองอยู่เสมอช่วยลดความรู้สึกต่อต้านการกระทำตามตรรกะที่มีเหตุผล และช่วยทำให้ตระหนักในการกระทำของตนเองตลอดเวลา

-ความเชื่อมั่นในตัวเองที่มากเกินพอดีทำให้หลงตัวเองและไม่สนใจต่อความคิดเห็นของคนอื่น จึงอาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้คนเหล่านี้มีบทบาทในสังคม

-การกระตุ้นให้เกิด Reflective thinking ด้วยการเปรียบเทียบ ช่วยให้คนหลงตัวเองลดความเชื่อมั่นในตนเองลงได้บ้าง และยอมรับฟังความเห็นอื่นๆ

-เรียนรู้ด้วยการทดลองทำจริง เพื่อให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง

-อีกวิธืหนึ่งที่อาจช่วยให้เกิดการเรียนรู้ คือการทำให้ดูเพื่อเป็นตัวอย่าง วิธีนี้ช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากการลองผิดลองถูก

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน ทฤษฎีความโง่เขลา

ใครควรทำประกันชีวิต

ด้วยสามัญสำนึก คนที่ควรทำประกันชีวิตมากที่สุด คือคนที่ต้องรับภาระในชีวิตการเป็นอยู่ของผู้อื่น ถ้ามีเหตุให้ผู้ที่แบกภาระนั้นอยู่ต้องมีเหตุเป็นไป ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากกรมธรรม์ประกันชีวิตจะช่วยบรรเทาภาระความรับผิดชอบนี้ได้ ลองเปรียบเทียบคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงาน กับคนที่อยู่ในวัยใกล้เกษียร ใครมีภาระมากกว่ากัน คงเปรียบเทียบได้ไม่ง่ายนัก แต่อย่าลืมว่าคนที่ทำงานมานานแล้วมักมีทรัพย์สินสะสมอยู่พอสมควร ในขณะที่คนหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงาน ยังสะสมทรัพย์สินได้ไม่มาก มีแต่พ่อแม่ที่ชราภาพแล้วคอยชะเง้อหาลูก ถ้ามีสติ ควรเริ่มหาหลักประกันให้พ่อแม่บ้าง อย่ารีบสะสมโทรศัพท์มือถือหรือรถยนต์

              และหากอยากรู้ว่าควรทำประกันชีวิตเท่าไร อาจลองคำนวณดูด้วยวิธี Human Life Value

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน ใครควรทำประกันชีวิต